นายแพทย์ จงหนานซานของประเทศจีน

ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด คนแรกที่ประเทศจีน ไม่ได้หมายความว่า ไวรัสชนิดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศจีน

จากคำกล่าวอ้างของแพทย์อาวุโส นายแพทย์ จงหนานซาน ของประเทศจีน ที่เป็นผู้ค้นพบโรคระบาด ไวรัสซาส์ ในสมัยก่อน ได้ออกมากล่าวและให้ความคิดเห็นไว้ เนื่องจากในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ข่าวลือเสียๆหาย ที่ส่งผลด้านลบต่อประเทศจีนเริ่มมีความรุนแรงและทวีคูณขึ้นมากทุกๆวัน จากคำกล่าวอ้างของหลายคนที่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลลับออกมาว่า ไวรัสโควิด19 นี้

เป็นไวรัสที่ประเทศจีน ได้ทดลองและสร้างมันขึ้นมาเพื่อนำมาเป็นอาวุธทำลายล้างคนอเมริกา ที่เป็นคู่อริทางการค้าระหว่างประเทศ และเป็นคู่ต่อกรในการแย่งชิงการเป็นมหาอำนาจของโลก ซึ่งทำให้นายแพทย์ที่ได้รับการยกย่องคนนี้จากคนทั่วโลกที่มีส่วนสำคัญในการรักษาโรคซาร์ส นั้นออกมาพูดคำกล่าวนี้ว่า ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด คนแรกที่ประเทศจีน ไม่ได้หมายความว่า ไวรัสชนิดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศจีน นั้น คำพูดนี้ของท่านหมอ เปรียบเสมือนการตีระฆังการต่อสู้ขึ้นระหว่างประเทศจีนและประเทศอเมริกา

ซึ่งเมื่อคำพูดนี้ออกไป ยิ่งดูเหมือนเป็นชนวนสงครามที่รอวันจุดไฟเท่านั้น และหนักไปกว่าเดิม เมื่อหลังคำพูดนี้ได้ออกมา เชื้อไฟที่ดูเหมือนถูกราดและเติมลงไปด้วยน้ำมันของคำกล่าวอ้างอย่างประเทศไต้หวัน และประเทศญี่ปุ่น ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า สงครามโลกกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

คำกล่าวอ้างที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ จากประเทศญี่ปุ่น และประเทศไต้หวัน ก็ได้มาส่งตัวอย่างให้กับองค์การอนามัยโลก ได้พิสูจน์แล้วว่า พันธุกรรมสายไวรัสตัวนี้เป็นตัวเดิมกับที่อเมริกา ซึ่งเมื่อเรื่องนี้ฉาวโฉ่ขึ้นมา ในฝั่งด้านของมหาอำนาจอย่างประเทศอเมริกานั้น

ก็ไม่ได้มีท่าที ที่จะตอบโต้ใดๆ มีเพียงแต่มีการนิ่งเงียบ ที่เดาไม่ได้ว่า ทางพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่นี้กำลังคิดหรือวางแผนอะไรกันแน่ แต่ที่รู้แน่ๆ ว่าระดับอย่างประเทศอเมริกา คงไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปแน่ๆ เพียงแต่คงจะรอให้สถานการณ์การแพร่ระบาดไข้ไวรัสตัวนี้ คลี่คลายลงไปสักระยะหนึ่งก่อน

เพราะอเมริกาคงยึดคติเดียวกับประเทศจีนว่า การล้างแค้นนั้น สิบปีก็คงยังไม่มีคำว่าสาย เพราะตอนนี้ทางอเมริกา ก็ต้องบอกว่าบอบช้ำพอสมควร เพราะประชาชนของเค้าเองนั้นก็ได้รับเชื้อไข้ไวรัสตัวนี้ และยังคงแพร่กระจายต่อๆกันไปในแต่ละรัฐในประเทศอเมริกา

นี่จึงเป็นสาเหตุว่า สงครามน้ำลายครั้งนี้ทางอเมริการขอหยุดพักไว้ชั่วคราวก่อน และถ้าเมื่อไหร่เชื้อโรคที่มองไม่เห็นนั้นหมดสิ้นไป ค่อยมาว่าเชื้อไฟที่ทำให้เกิดสงครามกันอีกที

ยังไงก็ต้องแข่งต่อให้จบ

จากประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาตลอดทั้งสัปดาห์ในเรื่องการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ พรีเมียร์ลีกนั้น ว่าจะดำเนินการแข่งขันกันต่อไปได้หรือไม่ รวมควรจะตัดจบให้มันรู้แล้วรู้แล้ว แล้วค่อยมาเลือกกันว่า ทุกอย่างที่มาในฤดูกาลนี้ ถือเป็นโมฆะ หรือว่าจะตัดสินตามอันดับปัจจุบันที่มีการจบนี้เลยจะดีกว่า

ซึ่งสื่อต่างประเทศในอังกฤษนั้น ได้ออกมาเปิดเผยว่า ผู้บริหารหลายคนของพรีเมียร์ลีกนั้น ยังคงต้องการให้มีการแข่งขันโปรแกรมที่เหลือให้จบ แต่ให้ไปเตะกันในสนามเป็นการแทน เพื่อจะได้ทำการแข่งขันให้จบไป โดยสนามเป็นกลางนั้นจะไม่มีคนดูเพื่อความปลอดภัยของการแพร่ระบาดไข้โควิด19 ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นปัญหาอย่างหนักที่ต้องให้สมาคมฟุตบอลของลีกแต่ละประเทศทำการตัดสินใจ

และแก้ไขต้องเจรจาแต่ละสโมสรในประเทศตัวเองเพื่อให้เข้าใจถึงการตัดสินใจที่เกิดขึ้น ซึ่งในเวลานี้ ในส่วนของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 นั้น ทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ได้ทำการเลื่อนการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2020 ไปแล้ว เพื่อที่จะให้มีเวลาในการบริหารจัดการของลีกภายในแต่ละประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้บริหารหลายคนของทีมในสโมสรพรีเมียร์ลีก

เกิดความคิดว่า ถ้ายังนั้นหากมีเวลาเหลือพอที่จะจัดโปรแกรมการแข่งขันใหม่ให้ครบตามโปรแกรมได้ ก็ควรจะให้แต่ละสโมสรเตะกันให้ครบจำนวนนัดตามเดิม แต่ควรจะเล่นกันที่สนามกลาง หรือหาสนามมาสัก สองหรือสามสนาม ซึ่งอยู่ในเขตเมืองของย่านมิดแลนด์ เช่นสนามของเลสเตอร์ซิตี้  วูลฟ์แฮมตัน แอสตันวิลล่า น๊อตติ้งแฮมฟอเรสต์ หรือเบอร์มิงแฮม โดยเป็นการเล่นแบบปิดสนามไม่ให้มีคนดู และจัดขยับโปรแกรมการแข่งขันให้ทุกๆทีมต้องเล่นทุก สามวัน ต่อหนึ่งเกม เพื่อให้ฟุตบอลลีกนั้น จบลงไปโดยเร็วยิ่งขึ้น

แต่จะมีการถ่ายทอดสดให้ชมเช่นเดิม แต่ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นแค่แผนการนำเสนอแนวคิดกันเท่านั้น ซึ่งยังไม่ได้มีมติลงคะแนนเป็นเอกฉันท์ ว่าจะทำอย่างไรหรือตัดสินใจอย่างไรกันต่อดี ซึ่งแผนการนี้ จะถูกนำเข้ามาเสนอในที่ประชุมและเชิญผู้บริหารของทั้ง ยี่สิบทีมในสโมสรพรีเมียร์ลีก เข้ามาประชุมเจรจาเพื่อหารือข้อสรุปกันอีกครั้งว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งหากแผนการนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อเพื่อทำลงคะแนนเสียงนั้น

ในจำนวน ยี่สิบทีมของพรีเมียร์ลีกนั้น จะต้องพร้อมใจกันลงคะแนน และจะต้องมีคะแนนเสียง สามในสี่ ของจำนวนทีมทั้งหมด จึงจะถือว่าเป็นเอกฉันท์นั่นเอง ซึ่งหมายความว่าต้องมีสิบสี่ทีมในยี่สิบทีมที่ลงเลือกแบบนี้

แคมป์ทีมชาติเยอรมันที่เน่าเฟะ

ในยุคปี 2002 ถึง 2010 นั้น ภายใต้ทีมชาติเยอรมัน มีจอมทัพนักเตะที่เก่งกาจ ที่มีนามว่า มิชาเอล บัคลัค ชายผู้มีความสามารถในการเตะฟุตบอลเป็นอย่างมาก และพาทีมต้นสังกัดทะลุเข้าชิงได้หลายรายการ แต่สุดท้ายทุกครั้งก็ทำได้เพียงแค่รองแชมป์ แต่ถึงกระนั้น แฟนบอลสโมสรที่เค้าเล่น หรือแฟนบอลทีมชาติเยอรมันนั้น

ต่างก็มีความรักและศรัทธาในตัวเค้า รวมถึงลูกทีมที่เล่นร่วมกับเค้าและเคียงบ่าเคียงไหล่มาตลอด แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คนคิด เพราะเรื่องมันแดงขึ้นมาตอนใกล้จะแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2010 ที่ตัวของบัคลัค เองนั้น ดำรงตำแหน่งกัปตันทีมชาติเยอรมัน พาลูกทีมฝ่าฟันตะลุยผ่านรอบคัดเลือกไปเล่นรอบสุดท้ายได้ แต่ก่อนที่จะถึงฟุตบอลโลก บัคลัค ได้รับบาดเจ็บจากการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพ

ระหว่างทีมต้นสังกัดของเค้า สโมสรเชลซี กับสโมสรปอร์ทสมัธ ซึ่งสาเหตุที่เค้าเจ็บนั้นก็เกิดมาจาก เควิน ปริ๊นซ์ บัวเต็ง ผู้เล่นทีมชาติเยอรมันอีกคนหนึ่งในยุคนั้น ทำให้ตัวบัคลัคเองนั้น หมดสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลโลก จึงทำให้ โยอาคิฟ เลิฟ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมัน ตัดสินใจแต่งตั้ง ฟิลิป ลามห์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งกัปตันทีมแทน

ซึ่งฟิลิป ลามห์ ก็สามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี และพาทีมชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนั้นได้ด้วยอีก แต่ความเน่าเฟะ มันดันเริ่มขึ้นมาตอนที่ บัลลัค ได้ตัดสินใจบินร่วมทีมกับทีมฟุตบอลเพื่อไปให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมถึงขอบสนาม แต่กลับกลายเป็นว่า ตัวเค้าเองนั้นเหมือนคนนอกที่ไม่มีใครสนใจใยดี หนำซ้ำ ยังมีข่าวหลุดออกมาว่า ตอนที่บัคลัค โดนเควิน ปริ๊นซ์ บัวเต็ง

เสียบจนบาดเจ็บไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลกนั้น ได้มีนักฟุตบอลในทีมชาติ ส่งข้อความมาขอบคุณ เควิน ที่ทำให้บัคลัค บาดเจ็บและไม่ได้ไปร่วมแข่งฟุตบอลโลกครั้งนี้ อีกทั้งเมื่อกลับมาจากฟุตบอลโลกนั้น บัคลัค หายเจ็บกลับมา แต่ฟิลิป ลามห์ ได้เดินเข้าไปบอกกับผู้จัดการทีมชาติเยอรมัน ว่าเค้าจะไม่คืนปลอกแขนกัปตันทีมให้กับบัคลัค เด็ดขาด เพราะตัวเค้าเองนั้นทำหน้าที่ได้ดีกว่า และลูกทีมก็เชื่อมั่นในตัวเค้ามากกว่า

จึงทำให้สถานการณ์ในแคมป์ทีมชาติเยอรมันร้อนระอุเป็นไฟเข้าไปอีก จึงต้องทำให้ โยอาคิม เลิฟ ต้องทำการตัดสินใจว่า จะให้บัคลัค อยู่กับทีมต่อไป หรือจะให้เค้าหลุดจากทีมชาติ เพื่อรักษาบรรยากาศภายในแคมป์ทีมชาติให้ดีอยู่ต่อไปเหมือนช่วงฟุตบอลโลกที่เยอรมัน สามารถทะลุคว้าแชมป์ได้ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมานั้น ชายที่มีนามว่า บัคลัค ก็เหมือนโดนแทงข้างหลังและต้องจากทีมชาติไปอย่างเดียวดาย

ตลาดนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้

เป็นธรรมเนียมและประเพณีของวงการฟุตบอลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ฤดูกาลฟุตบอลของแต่ละประเทศได้ปิดฉากลงไปนั้น มีเวลาให้พักถึงสองสามเดือน ซึ่งนักฟุตบอลได้พักจริง แต่บอร์ดบริหารและตลาดซื้อขายนักเตะก็ยังคงดำเนินและทำงานกันอย่างต่อเนื่อง

เพื่อพัฒนาทีมโดยการซื้อขายนักเตะที่ทางสโมสรต้องการเข้ามาและไม่ต้องการออกไป และก็จะเป็นเรื่องปรกติที่มักจะมีการย้ายสโมสรกันแบบบิ๊กดีล หรือที่เรียกกันว่าการย้ายทีมแบบซุปเปอร์สตาร์ ซึ่งการคาดการณ์ของสื่อฟุตบอลนั้น คาดการณ์ว่าการย้ายที่มีโอกาสเป็นไปได้ คือ ซาดิโอ มาเน่ จากสโมสรลิเวอร์พูล ที่มีโอกาสเหลือเกินว่าจะเป็นเสื้อสีแดงกลายเป็นสีขาว

นั่นก็คือย้ายจากหงส์กลายไปเป็นราชัน ข้ามน้ำข้ามทะเลจากอังกฤษ ไปสู่แผ่นดินสเปน ซึ่งสื่อมองว่า มาเน่ จะย้ายจากสโมสรลิเวอร์พูลไปสโมสรรีลมาดริดแน่นอน ด้วยเหตุผลคือ ทีมราชันจะเอาให้ได้นั่นเอง เพราะถ้าราชาชุดขาวนั้นหมายมั่นปั้นมือจะเอาใครให้ได้นั้นก็ไม่น่าจะพลาด และดูแนวโน้มแล้ว มาเน่ ก็มีความสนใจที่จะย้ายเสียด้วย

อีกคนคือ ฮาเมส โรดิเกส สตาร์ทีมชาติโคลัมเบีย อดีตดาวซัลโวฟุตบอลโลกปี 2016 ซึ่งมีโอกาสที่จะได้มาร่วมทีมวูลฟ์ ซึ่งมีความเป็นได้สูง เนื่องด้วยทีมหมาป่าวูลฟ์ นั้น เป็นช่วงขาขึ้นที่วูลฟ์กำลังก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับท๊อปของลีกอังกฤษ และยิ่ง 

ฮาเมส นั้นปัจจุบันก็เป็นส่วนเกินกับทีมราชันชุดขาวอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าหากมีข้อเสนอจริงจังกันขึ้นมาก็อาจจะมีการย้ายตัวนี้เกิดขึ้นก็เป็นไปได้

ส่วนอีกคนนั้น คือโจต้า ศูนย์หน้าจากวูลฟ์ ที่มีโอกาสร่วมทัพกับยักษ์ใหญ่รายทีมในศึกพรีเมียร์ชิพ ด้วยฟอร์มที่ดีวันดีคืน ยิงประตูเป็นว่าเล่น นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมหมาป่า ในศึกพรีเมียร์ชิพ จนมีข่าวทั้งกับแมนยู และอาร์เซนอล ซึ่งทั้งสองทีมนี้คือตัวเต็งที่จะได้นักเตะคนนี้ไปร่วมทีม เพราะมีการยื่นแสดงความชัดเจนว่าสนใจในนักเตะคนนี้อย่างจริงจัง ประเด็นนั้นอยู่ที่ว่า อาร์เซนอล ในปีหน้านั้นจะได้งบเท่าไหร่จากบอร์ดบริหาร

เพราะนี่คือปัญหาของทัพปืนใหญ่มาตลอดที่ได้งบในการซื้อนักเตะค่อนข้างน้อยจากบอร์ดบริหาร ส่วนแมนยู ก็ต้องตัดสินใจว่า นักเตะอย่างอิกาโล่ ที่ย้ายมาด้วยการยืมตัวจากสโมสรในลีกจีนนั้น ทางโซลชาจะเลือกเก็บไว้มั้ย เพราะใจนั้นอย่างได้โจต้า อยู่แล้ว แต่จะสู้ค่าตัวไหวมั้ย ซึ่งคงต้องรอดูกันในช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งยังไงก็ตามเชื่อว่าโจต้า นั้นไปแน่ แต่จะไปอยู่ทีมไหนนั้นเอง

กองหน้าที่ได้ใบเหลืองบ่อยที่สุด

ด้วยตำแหน่งนักฟุตบอลในสนามฟุตบอลนั้นการที่จะได้ใบเหลืองหรือใบแดงนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นตำแหน่งกองหลังและกองกลางที่จะมีหน้าที่ในการป้องกันเกมรุกของฝ่ายตกข้าม ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องมีการทำฟาวล์และยอมเสียใบเหลืองบ่อยครั้งไป ซึ่งบางเกมนั้น หากมีการทำฟาวล์อย่างรุนแรงขึ้นมาก็อาจจะมีถึงขั้นโดนใบแดงกันเลยทีเดียว แต่ที่หน้าแปลกนั้นในโลกของฟุตบอลตำแหน่งกองหน้าที่มักจะไม่ได้มีหน้าที่ในการทำฟาวล์คู่ต่อสู้นั้น ก็มีนักเตะบางคนที่ได้ใบเหลืองอยู่บ่อยครั้ง และมักจะเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่งซะด้วย

คนแรกคือ คริสติโน่ โรนัลโด้ ซึ่งน่าแปลกใจว่า ทำไมโรนัลโด้ ถึงได้รับใบเหลืองบ่อยนัก และมีถึงขนาดที่ได้ใบแดงด้วย แต่พอไปดูสาเหตุแล้วนั่น มาจากการที่โรนัลโด้ ชอบพุ่งล้มโดยที่ไม่จำเป็นและตบตากรรมการจึงทำให้เค้าได้ใบเหลืองในลักษณะนี้บ่อยครั้ง

คนสองคือ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ศูนย์หน้าจากสโมสรหงส์แดงลิเวอร์พูล ที่เป็นอีกคนที่ได้ใบเหลืองบ่อย และนับตั้งแต่เค้าย้ายมาที่อังกฤษนั้น ในศึกพรีเมียร์ลีก นักเตะคนนี้ได้รับใบเหลืองไปแล้วทั้งสิ้น เจ็ดครั้ง ซึ่งทั้งเจ็ดครั้ง มาจากท่าดีใจจนเกินเหตุหลังยิงประตูได้

คนที่สาม อัลวาโร โมราต้า ซี๋งหากดูจากหน้าตาแล้วไม่น่าจะเป็นคนใจร้าย ที่ทำฟาวล์คู่ต่อสู้จนได้รับใบเหลืองเลย แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นช่วงฟอร์มฝืดยิงประตูไม่ได้เป็นระยะเวลานานนานแล้วล่ะก็ นักเตะคนนี้มักจะอารมณ์ขึ้นและไล่เตะกองหลังไปทั่ว

คนที่สี่ หลุยส์ ซัวเรซ กลับฉายาจอมกัดหูที่ทั้งโลกต้องตะลึง เพราะไม่มีใครเถียงถึงความสามารถของนักเตะดาวยิงคนนี้ แต่ตัวแกเองนั่นแหล่ะที่มักจะชอบเล่นตุกติก จนได้รับใบเหลืองอยู่บ่อยครั้ง และเคยมีถึงขนาดกัดหูและกัดไหล่คู่แข่งมาแล้ว

คนที่ห้า เวนย์ รูนนี่ย์ ศูนย์หน้าที่ทำสถิติได้ใบเหลืองพอๆกับยิงประตู พอตัวนักเตะคนนี้เป็นนักเตะที่ได้ใบเหลืองสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากแกเร็ธ แบรี่ ที่เล่นเป็นตำแหน่งกองกลาง เพราะด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดันและเอาจริงเอาจังของเค้านั้นเอง

คนที่หก อลัน สมิธ นักเตะกองหน้าที่น่าจะไปเป็นนักเลง เพราะนักเตะคนนี้ตั้งแต่สมัยอยู่ลีดส์แล้วเป็นนักเตะที่โหด แบบแถวบ้านเรียกว่า ใครเจ๋งกูต่อย เพราะการเข้าบอลของนักเตะคนนี้ เรียกได้ว่าพร้อมมีเรื่องได้เสมอ จนถึงขนาดหลังๆ ตอนย้ายมาเล่นที่แมนยู ป๋าเฟอร์กี้ บอกว่าถ้าโหดนัก ก็ถอยไปเล่นเป็นตำแหน่งกองกลางซะเลย

 

สนับสนุนโดย  9luck

ชายที่ชื่อว่า หลุยส์ ฟานกัล

นับตั้งแต่แมนยูไนเต็ด หมดยุคของ ป๋าเฟอร์กี้ แล้ว ก็เข้าสู่ยุคถอยหลังลงคลอง

ไม่ว่าจะเอากุนซือคนไหนมาคุมทีมก็ไม่อาจจะเทียบชั้นกับสิ่งที่ เฟอร์กี้ ทำไว้ได้ ซึ่งขนาดผีแดงแมนยู ได้ยอดกุนซืออย่างหลุยส์ ฟานกัลป์ ที่ผ่านการคุมทีมยักษ์ใหญ่มามากมายแล้วก็ยังไม่วายที่เอาชื่อมาทิ้งไว้ที่สโมสรแห่งนี้ เพราะนับตั้งแต่ที่แมนยู ได้ตัวกุนซือคนนี้มาคุมทีม แมนยู จากที่เคยเป็นทีมที่ยิงประตูคู่แข่งได้อย่างมากมายเฉลี่ยปีละเก้าสิบประตู กลับเหลือเพียงแค่สี่สิบประตูเท่านั้น

ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สุดแย่เลยทีเดียว แถมยังทำสถิติไร้ชัยชนะตลอดแปดนัดติด ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของทีมอย่างแมนยูไนเต็ด รวมถึงการทำลายจิตใจของแฟนผีแดงทั่วโลก ที่สร้างจินตนาการเกมรุกได้ห่วยที่สุดและน่าเบื่อที่สุด

ด้วยรูปแบบการเล่นที่ครองบอลไปมาแล้วส่งคืนหลัง ซึ่งจากสถิติตลอดฤดูกาลที่ทางสื่อของอังกฤษนั้นได้นำมาเผยแพร่ว่า ทีมผีแดงมีสถิติการส่งบอลคืนหลังมากที่สุดในลีกถึงสามพันกว่าครั้งเลยทีเดียว ทั้งนี้สิ่งที่แฟนบอลแมนยูประหลาดใจที่สุดกับ ยอดกุนซือคนนี้ก็คือการแก้เกม ที่แฟนบอลผีแดงทั่วโลกชินตาและคุ้นตากับสิ่งมหัศจรรย์ ที่บรมครูอย่าง อเล็กซ์ เฟอร์กูสันทำไว้นั้น ด้วยทุกๆ

ครั้งที่ใกล้จะหมดเวลาแล้วแมนยูโดนนำ เฟอร์กี้ มักจะเปลี่ยนตัวลงมาแก้เกมได้เสมอ แต่กับยุคของฟานกัลป์นั้น เมื่อบอลโดนนำ และใกล้หมดเวลา ผีแดงในยุคของเค้ากลับเปลี่ยนตัวเอากองหลังลงมา แทนที่จะเอากองหน้าลงมา ซึ่งถือว่าเป็นการแก้เกมที่สร้างความสับสนและความงง ให้กับแฟนผีแดงทั่วโลกเลยจริงๆ แต่สิ่งหนี่งที่ยังถือว่าเค้าทำได้ดีกับสโมสร ก็คือการให้โอกาสดาวรุ่งที่มีโอกาสแจ้งเกิด อย่าง มาคัส แรสฟอร์ด และ เจสซี่ ลินการ์ด ที่ก้าวจากชุดเยาชน ขึ้นมาเป็นตัวหลักของสโมสรได้ในเวลาต่อมา

แต่ก็ยังไม่วายที่จะขายตัวหลักที่เฟอร์กี้ เคยหวงนักหนาให้เก็บไว้เล่นที่สโมสร อย่าง โรบิน ฟานเพอร์ซี่ อดีตดาวยิงของอาร์เซนอล ที่เคยไปกระชากตัวมา หรือแม้แต่ แดนนี่ เวลเบ็ค ที่ขายและปล่อยตัวไปให้กับคู่แข่งอย่างอาร์เซนอล ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกพอสมควรกับสิ่งที่กุนซือ ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเก่งเป็นอันดับต้นๆของโลกฟุตบอล แต่กลับมาสร้างชื่อเสียไว้ที่สโมสรแมนยูไนเต็ด ให้แฟนๆ ร้องยี้กันจนถึงทุกวันนี้

 

สนับสนุนโดย  BK8

ตำนาน เฟรดดริก ลุงเบริก์

ตำนาน เฟรดดริก ลุงเบริก์

หากจะพูดถึงใครสักคนหนึ่งที่สามารถเล่นตำแหน่งปีกได้อย่างสมบูรณ์แบบ คงมีหลายชื่อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกัน แต่มีคนหนึ่งที่อยากจะพูดถึง เค้าคนนั้นคือ เฟรดดริก ลุงเบริก์ ตำนานแนวรุกชุดขุนพลไร้พ่ายของทีมปืนใหญ่อาร์เซนอล ยักษ์ใหญ่จากเมืองหลวงกรุงลอนดอน ซึ่งนักเตะคนนี้ เป็นชาวสวีดิช และเป็นคนที่เพียบพร้อมทางด้านครอบครัว เพราะตัวเค้าเองนั้น มาเชื้อสายของคนร่ำรวยในสวีเดน

โดยคุณพ่อเค้านั้นเป็นวิศกกร และเจ้าของโรงงานที่ใหญ่ในสวีเดน ส่วนคุณแม่ก็ทำงานอยู่ในกระทรวงกลาโหม ซึ่งด้วยฐานะทางด้านครอบครัวของลุงเบริก์นั้น ทำให้เค้าถูกว่าตัวเป็นทายาทของธุรกิจครอบครัว แต่ลุงเบิรก์ ก็เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปที่มีความชื่นชอบทางด้านกีฬา เค้าเริ่มเล่นฟุตบอลกกับสโมสรฮามสตัท ในสวีเดน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เค้าต้องขัดใจครอบครัว

และเบนเข็มตัวเองกับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เค้าเริ่มแสดงความสามารถออกมาในสวีเดน ก่อนที่จะติดทีมชาติสวีเดน ซึ่งชั่วเวลานั้น มีสโมสรหลายสโมสรให้ความสนใจกับเค้า แต่แล้วก็เป็น เวนเกอร์ นายใหญ่ ของอาร์เซนอล ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นทำให้เค้าไม่รอช้าที่จะเก็บข้าวของข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเกาะอังกฤษ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานปีกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเกาะอังกฤษ ซึ่งหลังจากที่เค้าได้มาร่วมทัพกับอาร์เซนอลแล้วนั้น ถึงแม้สามปีแรกที่เค้าอยู่กับทัพปืนใหญ่ เค้าจะไม่สามารถช่วยให้ทีมคว้าแชมป์อะไรได้เลย

แต่นับหลังจากนักเตะชาวฝรั่งเศส เริ่มย้ายเข้ามาสู่ทัพปืน แล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นอองรี ปิแรส หรือวิเอร่า บวกกับจิ๊กซอว์ตัวสำคัญอย่างเค้าที่ลงเล่นอยู่ก่อนแล้วนั้น ทำให้ปืนใหญ่เริ่มสร้างความมหัศจรรย์ และรูปแบบการเล่นที่ไม่มีทีมใดในเกาะอังกฤษต่อกรกับพวกเค้าได้ โดยลุงเบริก์นั้นได้ร่วมสรรสร้างเพลงเตะกับอาร์เซนอล จนคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพ ด้วยผลงานที่ไม่แพ้ใครเลย รวมถึงการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ด้วยซ้ำ และถึงแม้ว่าเค้าจะไปไม่ถึงฝั่งฝันทำได้เพียงแค่รองแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกในนัดชิง

ซึ่งพ่ายต่อบาร์เซโลน่าไปแบบน่าเสียดายด้วยสกอร์ หนึ่งต่อสอง แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เค้าถูกยกย่องว่าเป็นตำนานปีกอันทรงคุณค่าที่ดีที่สุดของสโมสรอาร์เซนอล เพราะตลอดระยะเวลาสิบฤดูกาลที่ เค้ารับใช้อาร์เซนอลนั้น เค้าสามารถทำให้แฟนบอลประทับใจเค้าได้ทุกฤดูกาล จนถึงกับการที่เค้าได้รับให้ติดรูปภาพเบอร์แปดของเค้าไว้ที่หน้าสนามอมิเรสต์ สเตเดี้ยมด้วย

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์2020

นักเตะฟันกระต่าย

นักเตะฟุตบอลส่วนใหญ่ นอกจากทั้งเก่งและหล่อแล้วนั้น แน่นอนก็คือต้องรวย และแฟนสวย แต่คุณรู้มั้ยว่านักเตะที่เก่ง รวย แฟนสวยแต่ไม่หล่อก็มีเหมือนกัน และไม่ได้เก่งแบบทั่วไปด้วย ต้องเรียกว่าเก่งขั้นเทพเลยหล่ะ เพราะพวกเค้าถือว่าเป็นนักเตะที่เป็นระดับตัวเป้งๆ หรือแกนหลักของทีมเลยก็ว่าได้ ซึ่งมีใครบ้างนั้นมาดูกัน

คนแรก หลุยส์ ซัวเรซ ศูนย์หน้าฟันกระต่ายจอมกัด

ที่อื้อฉาวและโด่งดังไปทั่วโลก เพราะถ้าเมื่อไหร่แกเกิดอาการหมั่นเขี้ยวอยากจะลองชิมเนื้อคนขึ้นมาแล้วหล่ะก้อ แกกัดเอาแบบดื้อ เหมือนนัดฟุตบอลโลกที่อุรุกวัย พบ กับอิตาลี ไม่รู้แกนึกอะไร ไปกัดเอากองหลังของอิตาลีเข้าให้ สุดท้ายก็เจอศอกกลับไปซะงั้นถึงกับปากแตกเลยทีเดียว แต่หากพูดถึงความสามารถของนักเตะคนนี้หล่ะก็ เรียกว่าเป็นดาวยิงระดับโลกที่ตอนนี้ค้าแข้งกับทีมบาร์เซโลน่า

เจ้าบุญทุ่มแห่งเสปน ซึ่งเล่นคู่ขา เมสซี่ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งก่อนที่จะมาเสปนนั้น ตัวซัวเรซ ก็เคยได้ฝากฝีเท้าให้กองเชียร์หงส์แดงประทับใจและยังคิดถึงอยู่ทุกวันนี้มาแล้ว และตัวแกเองนั้นยังเคยพาอุรุกวัย คว้าอันดับสามฟุตบอลโลกมาแล้วด้วย

ส่วนอีกคนไม่ต้องพูดถึง เหยินใหญ่ โล้นทองคำ โรนัลโด้

สุดยอดดาวยิงระดับเทพ ที่สมัยตอนยังไม่อ้วนนี้ เรียกได้ว่าเค้าคือนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกของยุคนั้น เพราะด้วยความเร็ว ทักษะการเลี้ยงบอล การยิงประตูด้วยเท้า หรือลูกโหม่ง รวมถึงความแข็งแกร่ง เหยินใหญ่นั้น มีครบทุกประการ โดยรางวัลส่วนตัวของเค้านั้นเค้าแชมป์ทั้งลาลีกา

และฟุตบอลโลก มาครบหมดเป็นทีเรียบร้อย รวมถึงดาวซัลโว ฟุตบอลโลก และรางวัลบังลังค์ดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นเหยินใหญ่ คือนักเตะที่อยู่กับสองสโมสรยักษ์ใหญ่และเป็นคู่รักคู่แค้นกัน ระหว่างบาร์เซโลน่า กับ รีลมาดริดมาแล้ว 

คนสุดท้าย เหยินเล็ก โรนัลดินโญ่ ซึ่งถ้าเทียบหน้าตากับสองคนแรกแล้วนั้น

เหยินเล็กอาจจะแพ้ แต่หารู้มั้ยว่า เค้ามีเมียถึงสองคนและใช้ชีวิตกันแบบ สามผัวเมียด้วยซ้ำ เรียกว่าคาสซาโนว่า ยังต้องเรียกพ่อ และฝีปากจีบสาวเก่งแล้ว ฝีเท้าก็ระดับตัวพ่อเหมือนกัน เพราะนี่ก็คืออีกคนที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาพร้อมๆ กับเหยินใหญ่ ซึ่งยุคนั้นของบราซิล ต้องบอกว่าสุดยอดจริง

เพราะมีทริปเบิ้ล R อย่างโรนัลโด้ และริวัลโด้ รวมถึงตัวเค้า ที่เป็นสามประสานแดนหน้าให้ทีมชาติบราซิล ในยุครุ่งเรือง ซึ่งต้องบอกว่ายุคนั้นเป็นยุคทองของ ทีมชาติบราซิล แซมบ้าคลาสสิค จริงๆ

 

ขอบคุณที่ให้ข้อมูลดีๆมานำเสนอโดย  entaplay

ทีมอังกฤษทีมไหนที่ได้แชมป์เปี้ยนลีก

หากไม่นับทีมระดับบิ๊กเนมอย่างเสือใต้ บาเยริน์ เสือเหลืองดอร์มุน  ม้าลาย ยูเวนตุส งูใหญ่อินเตอร์มิลาน ปีศาจแดงดำเอซีมิลาน ราชันชุดขาว รีลมาดริด และเจ้าบุญทุ่มบาร์เซโลน่า หรือทีมอย่างอาแจ๊กซ์อัมเตอร์ดัม ซึ่งทีมเหล่านี้เคยได้ชูถ้วยยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกมากันหมดแล้ว แต่ทีมจากเกาะอังกฤษคุณรู้มั้ยว่ามีทีมไหนที่เคยคว้าแชมป์มาแล้วบ้าง

ทีมแรก แน่นอนตำนานอันเกรียงไกร ของหงส์แดงลิเวอร์พูล

ซึ่งถ้าไม่นับปีที่แล้วที่ทางหงส์แดงคว้าแชมป์ด้วยการเอาชนะไก่เดือยทอง สเปอร์ไป ก็ต้องย้อนกลับไปแมตช์แห่งความทรงจำของลิเวอร์พูล ที่เรียกว่าเนเวอร์ดาย หงส์ไม่เคยตาย พลิกนรกกลับมาแซงเอาชนะปีศาจแดงดำอย่างเอซีมิลานได้อย่างเหลือเชื่อหลังจากที่ครึ่งแรกโดนปีศาจแดงดำนำอยู่ถึง 3-0

ซึ่งนัดนั้นกองเชียร์หงส์แดงหลายคนคงเลิกดูและปิดทีวีไปเรียบร้อย แต่ใครจะเชื่อว่าครึ่งหลังหงส์แดงกลับมายิงสามลูกรวดไล่ตีเสมอเป็นสามต่อสาม และต่อเวลายังเสมอกัน สุดท้ายเอาชนะจุดโทษ ไปคว้าแชมป์ได้เฉยเลย

ส่วนอีกทีมคือแมนยูไนเต็ด นี่ก็ถือว่าเป็นทีมที่โกงความตาย และสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ในปีนั้นด้วยซ้ำ เพราะปีศาจแดงเคยคว้าแชมป์เอาชนะถ้วยใบนี้ต่อเชลซีมาแล้ว แต่แมตช์ที่เรียกว่าโกงความตายคือ นัดที่เจอกับบาเยริน์ มิวนิค เสือใต้ ของเยอรมัน

ซึ่งผีแดงโดนนำ หนี่งต่อศูนย์ตั้งแต่ไก่โห่ ช่วงต้นครึ่งแรก และตลอดเกมแทบจะสู้เสือใต้ไม่ได้เลย ทั้งโดนยิงชนเสาและชนคาน แต่ใครจะเชื่อว่า ผีแดงใช้เวลาแค่ 2 นาที และเป็นสองนาทีในช่วงทดเวลาเจ็บ ยิงแซงสองลูกรวดคว้าแชมป์ถ้วยใบนั้นไปครอบครอง ซึ่งถึงกับทำให้นักเตะเสือใต้ทำใจยอมรับไม่ได้ ถึงกับนั่งร้องไห้ในสนามกันไปหลายคน

ส่วนอีกทีมคือ สิงห์บลู เชลซี ซึ่งเจอกับบาเยริน์ เสือใต้ของเยอรมัน แต่แล้วก็ต้องน้ำตาล่วงอีกครั้งสำหรับเสือใต้ที่ ออกนำไปก่อนหนึ่งประตูต่อศูนย์ และเหลือเวลาอีกแค่สิบนาที สุดท้ายก็มาโดนดร็อกบ้า โหม่งพังประตูตีเสมอจนได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นเสือใต้มาได้จุดโทษท้ายเกม

แต่ไม่สามารถยิงชนะได้ ท้ายที่สุดต่อเวลาทำอะไรกันไม่ได้ ต้องมาดวลจุดโทษกัน และคนแรกของเชลซีอย่าง มาต้า ยิงไม่เข้าแต่ใครจะเชื่อว่าท้ายสุด เชลซี ชนะจุดโทษคว้าแชมป์ไปครอง เรียกว่าดราม่ากันสุดๆ

ซึ่งทั้งสามแมตช์ที่ผ่านมาไม่รู้ว่านัดไหนดราม่ามากกว่ากัน

 

ขอบคุณ dewabet  ที่ให้การสนับสนุนเรื่องราวดีๆ

ตำนาน พอล แกสคอยน์

 นักเตะเก่งๆ ในอังกฤษมีมากมายทุกยุคทุกสมัย และมีหนึ่งคนที่เราอยากแนะนำให้รู้จัก ซึ่งแฟนบอลรุ่นใหม่อาจจะไม่เคยรู้จักเค้า แต่คาดว่าอาจจะเคยได้ยินชื่อแว่วๆ มาบ้าง

ถ้าหากมีนักเตะในยุคปัจจุบันคนนี้ ถือมีลีลาทักษะการเล่นฟุตบอลแบบศิลปิน โดยเฉพาะแฟนบอลท๊อตแน่มฮอตเสปอร์ ซึ่งนักเตะที่เราอยากจะแนะนำนี้ มีชื่อว่า พอล แก๊สคอยน์ นักเตะจอมบ้า 

ใช่แล้วครับ นักเตะจอมบ้า คุณอ่านไม่ผิดหรอก เพราะนักเตะคนนี้บ้าจริง บ้ายังไงน่ะเหรอ ก็วีรกรรมของเค้าน่ะสิครับ

ซึ่งถ้าหากพูดถึงฝีเท้าเค้านั้น ต้องบอกว่าระดับเวิลด์คลาส แต่ถ้าความบ้าต้องบอกว่าระดับโลก

พอล แก๊สคอยน์ เริ่มต้นอาชีพนักเตะ กับสโมสรนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในวัย 18 ปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ ท๊อตแน่ม ฮอตเสปอร์ และที่นี่คือที่ที่เค้าสร้างชื่อเสียงอย่างมากมาย และกุนซือที่พาเค้าพาสู่รังไก่ในตอนนั้น คือเทอรี่ เวเนเบิ้ลส์ สุดยอดกุนซือฤดูกาลนั้น และเพียงแค่ฤดูกาลแรก พอล แก๊สคอยน์ พาสเปอร์ ตีปีกทะยานจบเป็นอันดับ 3 ของลีกและคว้าตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม จนทำให้เซอร์ บ๊อบบี้ ร๊อบสัน กุนซือทีมชาติอังกฤษในยุคนั้น พาเค้าติดทีมชาติไปลุยศึกฟุตบอลโลกปี 1990

ในฐานะตัวความหวังของทีม และถึงแม้ทีมชาติอังกฤษจะไปไม่ถึงฝั่งฝันของแชมป์โลก แต่ พอล แก๊สคอยน์ ก็พาทีมคว้าอันดับสี่ของฟุตบอลโลกได้เป็นผลสำเร็จ และหลังจากฟุตบอลโลกจบลง พอลแก๊สคอยน์ ยังคงแรงต่อเนื่อง พาทีมไก่เดือยทองคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ในฤดูกาลนั้น แต่น่าเสียดายที่นัดชิงนั้น

เป็นเหมือนจุดพลิกชีวิตของ แก๊สคอยน์ เพราะเค้าได้รับบาดเจ็บจนต้องหามออกจากสนามและพักเป็นระยะเวลา 18 เดือน ก่อนที่เค้าจะย้ายไปแผ่นดินอิตาลีอยู่กับทีมลาซิโอ แต่ที่นี่ไม่เหมือนอังกฤษ แก๊สคอยน์ ไม่สามารถปรับตัวได้และหนำซ้ำ เค้ายังโดนสื่ออิตาลีคอยเล่นงานและจับผิดความบ้าของเค้า จนสุดท้ายเค้าก็ต้องย้ายออกจากทีมด้วยผลงานที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอันกับทีมลาซิโอ และทีมที่เซ้งตัวเค้าต่อไปนั้นคือ กลาสโกว์ เรนเจอร์ สโมสรจากสก๊อตแลนด์ และที่นี่

เค้าเหมือนเกิดใหม่ เพราะเค้ากลายเป็นพระเจ้าของสาวกกองเชียร์เรนเจอร์ ด้วยฟอร์มที่ดีกลับมาอีกครั้งเค้าพาเรนเจอร์ เค้าแชมป์ลีกสองสมัย และบอลถ้วยอีกสองสมัย ก่อนที่เค้าจะกลับไปที่อังกฤษอยู่กับมิดเดิ้ลโบร และเกือบจะติดทีมชาติอังกฤษไปฟุตบอลโลกปี 1998 แต่ก็เพราะตัวเค้าอีกนั่นแหล่ะ ที่สำมะเลเทเมา จนทำให้เค้าหลุดจากทีมชาติไป ซึ่งจากนั้นเค้าก็เริ่มติดเหล้า จนทำให้เส้นทางฟุตบอลของเค้าจบลง