คลังเก็บป้ายกำกับ: ข่าวกีฬา

ตลาดนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้

เป็นธรรมเนียมและประเพณีของวงการฟุตบอลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ฤดูกาลฟุตบอลของแต่ละประเทศได้ปิดฉากลงไปนั้น มีเวลาให้พักถึงสองสามเดือน ซึ่งนักฟุตบอลได้พักจริง แต่บอร์ดบริหารและตลาดซื้อขายนักเตะก็ยังคงดำเนินและทำงานกันอย่างต่อเนื่อง

เพื่อพัฒนาทีมโดยการซื้อขายนักเตะที่ทางสโมสรต้องการเข้ามาและไม่ต้องการออกไป และก็จะเป็นเรื่องปรกติที่มักจะมีการย้ายสโมสรกันแบบบิ๊กดีล หรือที่เรียกกันว่าการย้ายทีมแบบซุปเปอร์สตาร์ ซึ่งการคาดการณ์ของสื่อฟุตบอลนั้น คาดการณ์ว่าการย้ายที่มีโอกาสเป็นไปได้ คือ ซาดิโอ มาเน่ จากสโมสรลิเวอร์พูล ที่มีโอกาสเหลือเกินว่าจะเป็นเสื้อสีแดงกลายเป็นสีขาว

นั่นก็คือย้ายจากหงส์กลายไปเป็นราชัน ข้ามน้ำข้ามทะเลจากอังกฤษ ไปสู่แผ่นดินสเปน ซึ่งสื่อมองว่า มาเน่ จะย้ายจากสโมสรลิเวอร์พูลไปสโมสรรีลมาดริดแน่นอน ด้วยเหตุผลคือ ทีมราชันจะเอาให้ได้นั่นเอง เพราะถ้าราชาชุดขาวนั้นหมายมั่นปั้นมือจะเอาใครให้ได้นั้นก็ไม่น่าจะพลาด และดูแนวโน้มแล้ว มาเน่ ก็มีความสนใจที่จะย้ายเสียด้วย

อีกคนคือ ฮาเมส โรดิเกส สตาร์ทีมชาติโคลัมเบีย อดีตดาวซัลโวฟุตบอลโลกปี 2016 ซึ่งมีโอกาสที่จะได้มาร่วมทีมวูลฟ์ ซึ่งมีความเป็นได้สูง เนื่องด้วยทีมหมาป่าวูลฟ์ นั้น เป็นช่วงขาขึ้นที่วูลฟ์กำลังก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับท๊อปของลีกอังกฤษ และยิ่ง 

ฮาเมส นั้นปัจจุบันก็เป็นส่วนเกินกับทีมราชันชุดขาวอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าหากมีข้อเสนอจริงจังกันขึ้นมาก็อาจจะมีการย้ายตัวนี้เกิดขึ้นก็เป็นไปได้

ส่วนอีกคนนั้น คือโจต้า ศูนย์หน้าจากวูลฟ์ ที่มีโอกาสร่วมทัพกับยักษ์ใหญ่รายทีมในศึกพรีเมียร์ชิพ ด้วยฟอร์มที่ดีวันดีคืน ยิงประตูเป็นว่าเล่น นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมหมาป่า ในศึกพรีเมียร์ชิพ จนมีข่าวทั้งกับแมนยู และอาร์เซนอล ซึ่งทั้งสองทีมนี้คือตัวเต็งที่จะได้นักเตะคนนี้ไปร่วมทีม เพราะมีการยื่นแสดงความชัดเจนว่าสนใจในนักเตะคนนี้อย่างจริงจัง ประเด็นนั้นอยู่ที่ว่า อาร์เซนอล ในปีหน้านั้นจะได้งบเท่าไหร่จากบอร์ดบริหาร

เพราะนี่คือปัญหาของทัพปืนใหญ่มาตลอดที่ได้งบในการซื้อนักเตะค่อนข้างน้อยจากบอร์ดบริหาร ส่วนแมนยู ก็ต้องตัดสินใจว่า นักเตะอย่างอิกาโล่ ที่ย้ายมาด้วยการยืมตัวจากสโมสรในลีกจีนนั้น ทางโซลชาจะเลือกเก็บไว้มั้ย เพราะใจนั้นอย่างได้โจต้า อยู่แล้ว แต่จะสู้ค่าตัวไหวมั้ย ซึ่งคงต้องรอดูกันในช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งยังไงก็ตามเชื่อว่าโจต้า นั้นไปแน่ แต่จะไปอยู่ทีมไหนนั้นเอง

ทีมอังกฤษทีมไหนที่ได้แชมป์เปี้ยนลีก

หากไม่นับทีมระดับบิ๊กเนมอย่างเสือใต้ บาเยริน์ เสือเหลืองดอร์มุน  ม้าลาย ยูเวนตุส งูใหญ่อินเตอร์มิลาน ปีศาจแดงดำเอซีมิลาน ราชันชุดขาว รีลมาดริด และเจ้าบุญทุ่มบาร์เซโลน่า หรือทีมอย่างอาแจ๊กซ์อัมเตอร์ดัม ซึ่งทีมเหล่านี้เคยได้ชูถ้วยยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกมากันหมดแล้ว แต่ทีมจากเกาะอังกฤษคุณรู้มั้ยว่ามีทีมไหนที่เคยคว้าแชมป์มาแล้วบ้าง

ทีมแรก แน่นอนตำนานอันเกรียงไกร ของหงส์แดงลิเวอร์พูล

ซึ่งถ้าไม่นับปีที่แล้วที่ทางหงส์แดงคว้าแชมป์ด้วยการเอาชนะไก่เดือยทอง สเปอร์ไป ก็ต้องย้อนกลับไปแมตช์แห่งความทรงจำของลิเวอร์พูล ที่เรียกว่าเนเวอร์ดาย หงส์ไม่เคยตาย พลิกนรกกลับมาแซงเอาชนะปีศาจแดงดำอย่างเอซีมิลานได้อย่างเหลือเชื่อหลังจากที่ครึ่งแรกโดนปีศาจแดงดำนำอยู่ถึง 3-0

ซึ่งนัดนั้นกองเชียร์หงส์แดงหลายคนคงเลิกดูและปิดทีวีไปเรียบร้อย แต่ใครจะเชื่อว่าครึ่งหลังหงส์แดงกลับมายิงสามลูกรวดไล่ตีเสมอเป็นสามต่อสาม และต่อเวลายังเสมอกัน สุดท้ายเอาชนะจุดโทษ ไปคว้าแชมป์ได้เฉยเลย

ส่วนอีกทีมคือแมนยูไนเต็ด นี่ก็ถือว่าเป็นทีมที่โกงความตาย และสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ในปีนั้นด้วยซ้ำ เพราะปีศาจแดงเคยคว้าแชมป์เอาชนะถ้วยใบนี้ต่อเชลซีมาแล้ว แต่แมตช์ที่เรียกว่าโกงความตายคือ นัดที่เจอกับบาเยริน์ มิวนิค เสือใต้ ของเยอรมัน

ซึ่งผีแดงโดนนำ หนี่งต่อศูนย์ตั้งแต่ไก่โห่ ช่วงต้นครึ่งแรก และตลอดเกมแทบจะสู้เสือใต้ไม่ได้เลย ทั้งโดนยิงชนเสาและชนคาน แต่ใครจะเชื่อว่า ผีแดงใช้เวลาแค่ 2 นาที และเป็นสองนาทีในช่วงทดเวลาเจ็บ ยิงแซงสองลูกรวดคว้าแชมป์ถ้วยใบนั้นไปครอบครอง ซึ่งถึงกับทำให้นักเตะเสือใต้ทำใจยอมรับไม่ได้ ถึงกับนั่งร้องไห้ในสนามกันไปหลายคน

ส่วนอีกทีมคือ สิงห์บลู เชลซี ซึ่งเจอกับบาเยริน์ เสือใต้ของเยอรมัน แต่แล้วก็ต้องน้ำตาล่วงอีกครั้งสำหรับเสือใต้ที่ ออกนำไปก่อนหนึ่งประตูต่อศูนย์ และเหลือเวลาอีกแค่สิบนาที สุดท้ายก็มาโดนดร็อกบ้า โหม่งพังประตูตีเสมอจนได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นเสือใต้มาได้จุดโทษท้ายเกม

แต่ไม่สามารถยิงชนะได้ ท้ายที่สุดต่อเวลาทำอะไรกันไม่ได้ ต้องมาดวลจุดโทษกัน และคนแรกของเชลซีอย่าง มาต้า ยิงไม่เข้าแต่ใครจะเชื่อว่าท้ายสุด เชลซี ชนะจุดโทษคว้าแชมป์ไปครอง เรียกว่าดราม่ากันสุดๆ

ซึ่งทั้งสามแมตช์ที่ผ่านมาไม่รู้ว่านัดไหนดราม่ามากกว่ากัน

 

ขอบคุณ dewabet  ที่ให้การสนับสนุนเรื่องราวดีๆ

ตำนาน พอล แกสคอยน์

 นักเตะเก่งๆ ในอังกฤษมีมากมายทุกยุคทุกสมัย และมีหนึ่งคนที่เราอยากแนะนำให้รู้จัก ซึ่งแฟนบอลรุ่นใหม่อาจจะไม่เคยรู้จักเค้า แต่คาดว่าอาจจะเคยได้ยินชื่อแว่วๆ มาบ้าง

ถ้าหากมีนักเตะในยุคปัจจุบันคนนี้ ถือมีลีลาทักษะการเล่นฟุตบอลแบบศิลปิน โดยเฉพาะแฟนบอลท๊อตแน่มฮอตเสปอร์ ซึ่งนักเตะที่เราอยากจะแนะนำนี้ มีชื่อว่า พอล แก๊สคอยน์ นักเตะจอมบ้า 

ใช่แล้วครับ นักเตะจอมบ้า คุณอ่านไม่ผิดหรอก เพราะนักเตะคนนี้บ้าจริง บ้ายังไงน่ะเหรอ ก็วีรกรรมของเค้าน่ะสิครับ

ซึ่งถ้าหากพูดถึงฝีเท้าเค้านั้น ต้องบอกว่าระดับเวิลด์คลาส แต่ถ้าความบ้าต้องบอกว่าระดับโลก

พอล แก๊สคอยน์ เริ่มต้นอาชีพนักเตะ กับสโมสรนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในวัย 18 ปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ ท๊อตแน่ม ฮอตเสปอร์ และที่นี่คือที่ที่เค้าสร้างชื่อเสียงอย่างมากมาย และกุนซือที่พาเค้าพาสู่รังไก่ในตอนนั้น คือเทอรี่ เวเนเบิ้ลส์ สุดยอดกุนซือฤดูกาลนั้น และเพียงแค่ฤดูกาลแรก พอล แก๊สคอยน์ พาสเปอร์ ตีปีกทะยานจบเป็นอันดับ 3 ของลีกและคว้าตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม จนทำให้เซอร์ บ๊อบบี้ ร๊อบสัน กุนซือทีมชาติอังกฤษในยุคนั้น พาเค้าติดทีมชาติไปลุยศึกฟุตบอลโลกปี 1990

ในฐานะตัวความหวังของทีม และถึงแม้ทีมชาติอังกฤษจะไปไม่ถึงฝั่งฝันของแชมป์โลก แต่ พอล แก๊สคอยน์ ก็พาทีมคว้าอันดับสี่ของฟุตบอลโลกได้เป็นผลสำเร็จ และหลังจากฟุตบอลโลกจบลง พอลแก๊สคอยน์ ยังคงแรงต่อเนื่อง พาทีมไก่เดือยทองคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ในฤดูกาลนั้น แต่น่าเสียดายที่นัดชิงนั้น

เป็นเหมือนจุดพลิกชีวิตของ แก๊สคอยน์ เพราะเค้าได้รับบาดเจ็บจนต้องหามออกจากสนามและพักเป็นระยะเวลา 18 เดือน ก่อนที่เค้าจะย้ายไปแผ่นดินอิตาลีอยู่กับทีมลาซิโอ แต่ที่นี่ไม่เหมือนอังกฤษ แก๊สคอยน์ ไม่สามารถปรับตัวได้และหนำซ้ำ เค้ายังโดนสื่ออิตาลีคอยเล่นงานและจับผิดความบ้าของเค้า จนสุดท้ายเค้าก็ต้องย้ายออกจากทีมด้วยผลงานที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอันกับทีมลาซิโอ และทีมที่เซ้งตัวเค้าต่อไปนั้นคือ กลาสโกว์ เรนเจอร์ สโมสรจากสก๊อตแลนด์ และที่นี่

เค้าเหมือนเกิดใหม่ เพราะเค้ากลายเป็นพระเจ้าของสาวกกองเชียร์เรนเจอร์ ด้วยฟอร์มที่ดีกลับมาอีกครั้งเค้าพาเรนเจอร์ เค้าแชมป์ลีกสองสมัย และบอลถ้วยอีกสองสมัย ก่อนที่เค้าจะกลับไปที่อังกฤษอยู่กับมิดเดิ้ลโบร และเกือบจะติดทีมชาติอังกฤษไปฟุตบอลโลกปี 1998 แต่ก็เพราะตัวเค้าอีกนั่นแหล่ะ ที่สำมะเลเทเมา จนทำให้เค้าหลุดจากทีมชาติไป ซึ่งจากนั้นเค้าก็เริ่มติดเหล้า จนทำให้เส้นทางฟุตบอลของเค้าจบลง 

ตำนาน แอนดี้ โคล

โอกาส คำสองพยางค์ ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงชีวิต คนๆหนึ่งให้ก้าวมาสู่นักฟุตบอลที่โด่งดัง ที่จากไม่มีใครเคยรู้จัก ทำให้เค้ามีเงินและหาเลี้ยงครอบครัวทั้งครอบครัวได้ ซึ่งคำนี้นำมาใช้กับชายที่ชื่อว่า แอนดี้ โคล

แอนดี้ โคล เริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนกับทีมอาร์เซนอล

แต่ก็ไม่ได้รับโอกาสให้ขึ้นไปเล่นชุดใหญ่ ก่อนที่เค้าจะย้ายไปร่วมทีมกับ บริสตอล ซิตี้ และที่นี่เองที่ทำให้แอนดี้ โคล ฉายแสงและเจิดจรัส เพราะเค้ายิงประตูได้มากมาย จนทำให้ทีมจากดิวิชั่นหนึ่ง เริ่มต้นที่จะมองเค้า ก่อนที่จะเป็น เจ้าสาลิกาดง นิวคลาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

ในยุคสร้างทีมขึ้นพรีเมียร์ชิพ คว้าต้วเค้ามาร่วมทีมโดยเป็นการทุบค่าตัวสถิติของสโมสร และตัวเค้าก็ไม่ทำให้แฟนทีม สาลิกาดง ต้องผิดหวัง เค้าลงเล่นสิบสองนัด และยิงไปสิบสองประตู พาทีมสาลิกา ขึ้นพรีเมียร์ชิพได้สำเร็จ และแค่ฤดูกาลแรกในศึกพรีเมียร์ชิพเค้าฉายแสงเจิดจรัส ด้วยการลงเล่น 40 นัดยิงไป 34 ประตู คว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุด และตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ

และนั่นก็เพียงพอที่ทำให้เค้าได้มีโอกาสย้ายไปอยู่สโมสรที่ยิ่งใหญ่ของเกาะอังกฤษ อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ได้ปลุกปั้นให้เค้ากลายเป็นดาวยิงชั้นยอด โดยถึงแม้ว่าในฤดูกาลที่เค้าย้ายมา แอนดี้ โคล ไม่สามารถแสดงความสามารถที่เค้าทำได้กับ นิวคลาสเซิ่ล จนถึงแฟนผีแดงออกมาบ่นว่าเค้าเป็นกองหน้าที่ใช้โอกาสเปลือง และสื่ออังกฤษก็เริ่มโจมตีเค้า ว่าผีแดงล้มเหลวในการคว้าตัวนักเตะคนนี้

  แต่เพชรก็คือเพชร แอนดี้ โคล ได้พิสูจน์ตัวเองในฤดูกาลถัดมา เค้าเริ่มกลับมาโชว์ฟอร์มได้อีกครั้ง และยิ่งการมาของคู่ขาคนใหม่ของเค้าอย่าง ดไวท์ ยอร์ค ทำให้ แอนดี้ โคล มีพื้นที่ว่างและอิสระในการเล่นมากขึ้น ซึ่งเมื่อทั้งคู่ผนึกกำลังกัน จนได้ ฉายาว่า คู่หูดาวยิง นิลกาฬ แอนดี้ โคล ยิงประตูอย่างมากมาย

ส่งผลให้ แมนยูไนเต็ด เถลิงบังลังค์คว้า ทริปเบิ้ลแชมป์ ทั้งแชมป์พรีเมียร์ชิพ เอฟเอคัพ และแชมป์เปี้ยนลีก นั่นทำให้เค้ามีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในสีเสื้อผีแดง และที่สำคัญที่นี่ทำให้แอนดี้ โคล ได้รู้จักคำว่าชีวิต เพราะช่วงเวลาที่แมนยูได้สามแชมป์นั้น แอนดี้ โคล ได้มีโอกาสไปโชว์ตัวที่ประเทศซิมบับเว

เพื่อสอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ และที่นี่ แอนดี้ โคล ได้เห็นเด็กผู้ยากไร้ ไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ ทำให้เค้ารู้สึกสงสาร และได้ก่อตั้งมูลนิธิ แอนดี้ โคล ขึ้นมา จนทุกวันนี้ แม้แอนดี้ โคล จะเลิกเล่นฟุตบอลไปแล้ว แต่เค้ายังคงทำหน้าที่ช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านี้ให้ได้มีโอกาสและชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจากเด็กเกเรอย่างแอนดี้ โคล ที่เค้าได้รับโอกาสจากคนอื่น ตอนนี้เค้ากำลังหยิบยื่นโอกาสให้เด็กเหล่านี้บ้าง

กัปตันทีมใจสิงห์ จอนห์ เทอรี่

จอนห์ เทอรี่ บุคคลที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรเชลซี สิงห์บูล ยอดทีมของกรุงลอนดอน ที่เรียกได้ว่าเป็นเด็กปั้นที่โตขึ้นมากับสโมสรแห่งนี้ ที่เป็นแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ และภักดีกับสโมสรแห่งนี้มาเกือบ ยี่สิบปี หรือสองทศวรรษ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ครอบครัวของเค้าทั้งคุณพ่อและพี่ชาย กับเป็นแฟนของสโมสรแมนยูไนเต็ด แต่ด้วยความที่เค้าเป็นตัวของตัวเองสูงจึงไม่สนใจว่าครอบครัวเค้าจะเชียร์ใคร โดนจอนห์ เทอรี

เริ่มเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองกลางตัวตัดเกม และเชื่อหรือไม่ว่าตัวเค้าเองนั้นได้ถูกเรียกไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรแมนยูไนเต็ด ในยุคของ เซอร์ อเล็กเฟอร์กูสัน โดยเทอรี่ ได้เดินทางไปทดสอบฝีเท้า ตามคำขอของคุณพ่อของเค้า แต่ช่วงเวลาเดียวกัน สิงห์บลู เชลซี ก็ยื่นข้อเสนอเข้ามาให้ไปทดสอบฝีเท้าเหมือนกัน และ เทอรี่ ก็ยืนกรานที่จะเล่นให้กับเชลซี ถึงขนาดต้องขัดใจคุณพ่อของเค้าเลยทีเดียว 

ในช่วงเวลาที่เริ่มต้นกับเชลซี เป็นช่วงที่เชลซี ขาดแคลนตำแหน่งกองหลัง

เค้าจึงถูกดันลงไปเล่นตำแหน่งนั้น และเค้าก็ทำได้ดี จนวัย 17 ปี โอกาสของเค้าก็มาถึง และเบอร์เสื้อของเค้าในสีเสื้อตัวจริงนั้นคือเบอร์ 26 ซึ่งเทอรี่ ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่เค้าเลือกเบอร์นี้ก็เพราะ จิอัน ฟรังโก้โซล่า ใส่เสื้อเบอร์ 25 และเค้าต้องการนั่งข้างตำนานของสโมสรแห่งนี้ โครตคลาสสิค จริงๆ

และวันที่เค้าได้ลงเล่นตัวจริงก็มาถึง แมตช์แรกในสีเสื้อเชลซี กับแอสตันวิลล่า ในฟุตบอลคาร์ลิ่งคัพ หลังจากนั้น เทอรี่ ถูกยืมตัวไปเล่นกับน๊อตติ้งแฮมฟอเรสต์ เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะกลับมาสู่สโมสร และเริ่มยึดตำแหน่งตัวจริงได้จาก 

ฟร้อง เลอเบิฟ ซึ่งนั่นทำให้เค้าได้มีโอกาสเล่นคู่กับสุดยอดกองหลังแชมป์โลก อย่างมาร์เซล เดอไซญี่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทั้งเพื่อนและอาจารย์ส่วนตัวของเทอรี่เลยเดียว และจากที่เดอไซญี่ ปลดระวางไปนั้น เทอรี่ ได้รับปลอกแขนกัปตันทีมต่อจากเดอไซญี่ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสโมสร ที่โรมัน อบาฮิมโมวิช

เข้ามาเทคโอเวอร์ พร้อมกับการเข้ามาของโฆเซ่ มูริญโญ่ และนั่นเป็นจุดพลิกผันของเชลซีและตัวของเทอรี่เอง เพราะเม็ดเงินที่มากมายของสโมสร บวกกับฝีมือของมูริญโญ่ ทำให้มีนักเตะระดับสตาร์เข้ามาโลดแล่นอยู่มากมายคนแล้วคนเหล่า แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลย เทอรี่ ยังคงยืนปักหลักเป็นกองหลังสวมปลอกแขน พาทัพนักเตะสิงห์บลู ออกล่าแชมป์ และเก็บแชมป์มานับไม่ถ้วนเกือบ 2 ทศวรรษ ซึ่งทำให้เค้าถูกยกย่องว่า นี่คือกัปตันหัวใจสิงห์ตัวจริง

การเลือกกัปตันทีม

ขึ้นชื่อว่ากัปตันนั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถือว่าหนักที่สุดในสนามฟุตบอล เพราะตำแหน่งนี้หากจะเปรียบเทียบไปก็คือความเป็นผู้นำนี่เอง หลายๆ สโมสรนั้นมักจะเลือกตำแหน่งนี้ในแง่หลายๆ ด้าน บางสโมสรก็เลือกจากเด็กปั้นที่โตมากับสโมสรเลย ตั้งแต่ชุดเยาวชน จนถึงได้มีโอกาสมาเล่นชุดใหญ่

ส่วนบางสโมสรก็เลือกจากความสามารถของตัวบุคคล ซึ่งไม่ได้สนใจว่าเล่นอยู่ตำแหน่งไหน อาจจะเป็น กองหน้า กองกลาง กองหลัง หรือผู้รักษาประตูนั้นได้หมด และบางสโมสรก็อาจจะเลือกด้วยวัยวุฒิ ที่อยู่กับทีมมานานกว่าคนอื่น

ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นแค่ตัวสำรอง แต่เมื่อถูกเปลี่ยนลงมานั้น ปลอกแขนกัปตันทีมก็ยังต้องมาอยู่ที่เค้า หรือบางสโมสรก็เลือกจากภาวะความเป็นผู้นำ ซึ่งแฟนบอลหลายๆ คนอาจจะเห็นว่า ทำไมนักเตะคนนี้เล่นไม่เห็นเก่ง หรือเล่นไม่เห็นโดดเด่นเลย แต่ทำไมถึงได้เป็นกัปตัน ก็เพราะเค้ามีความเป็นผู้นำที่เวลาเกิดปัญหาในสนาม จะคอยว่ากล่าวตักเตือนเพื่อนร่วมทีม หรือเป็นศูนย์รวมจิตใจเวลาที่ทีมต้องการกำลังใจ และเป็นคนที่คอยแก้ไขสถานการณ์ คุยกับผู้ตัดสินให้เข้าใจหลายๆครั้งนั้น 

บางสโมสรจะมีการตั้งตำแหน่งกัปตันทีม 

และรองกัปตันทีมเบอร์หนึ่ง และรองกัปตันทีมเบอร์สองเอาไว้ แต่คงไม่ถึงขนาดมีเบอร์สามหรอก เพราะน้อยครั้งที่จะไม่สามผู้เล่นที่เลือกไว้แล้ว ไม่ได้ลงสนามเลย ซึ่งสาเหตุที่ต้องเลือกไว้ถึงสามคนก็เพราะว่า ยุคสมัยนี้ฟุตบอลได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ค่อยจะมีสโมสรไหนที่ผูกขาดการเป็นกัปตันทีม อาจจะเพราะด้วยเหตุผลเรื่องของการตลาดที่เปลี่ยนแปลงกันค่อนข้างเร็ว หรือเรื่องของแท๊กติกในการปรับทีม

เพราะเมื่อก่อนคนที่เป็นกัปตันได้นั้น นั่นหมายความว่า เค้าจะยึดการเป็นนักเตะ หนึ่งในสิบเอ็ดตัวจริงอย่างแน่นอน แต่ยุคสมัยใหม่นี้ บางครั้งด้วยเหตุผลทางแท๊กติกในการเล่นแต่ละนัดแล้วนั้น ไม่ได้หมายความว่ากัปตันทีมตัวจริงจะได้ลงสนามเป็นตัวจริงสิบเอ็ดคนแรกตลอดไป

บางครั้งอาจจะเป็นรองกัปตันทีมที่ได้ทำหน้าที่แทน แล้วพอเกมผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ผู้จัดการทีมหรือโค้ชต้องการแก้เกมนั้น ก็อาจจะมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นที่เป็นกัปตันทีมตัวจริงลงไป ซึ่งแฟนบอลหลายๆท่านก็อาจจะได้เคยเห็นภาพนี้บ่อยๆ เมื่อกัปตันทีมตัวจริงลงสนาม รองกัปตันทีมที่ทำหน้าทีสวมปลอกแขนนั้น

ก็จะวิ่งเอาปลอกแขนกัปตัน มาสวมใส่ให้ นั่นก็บ่งบอกถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่ก็มีหลายๆครั้งที่กัปตันทีมตัวจริง ทำหน้าที่หรือแสดงพฤติกรรมที่คนดูหรือแฟนบอลไม่ยอมรับ กัปตันทีมคนนั้นก็เคยโดนปลดกลางอากาศแบบถาวรมาแล้ว และคุณหล่ะจะเลือกกัปตันทีมแบบไหน

เรื่องน่ารุ้ ฮาแลนด์

เฮอร์กิ้ง ฮาแลนด์ ชื่อนี้ เป็นชื่อที่โด่งดังและถูกค้นหาและตั้งคำถามที่สุดในเหล่าแฟนบอล ว่านักเตะคนนี้คือใคร มาจากไหน แล้วเก่งจริงมั้ย 

วันนี้เราจะมาดูกันว่า นักเตะคนนี้คือใคร แล้วจะทำความรู้จักกับเค้ามากขึ้น จากเรื่องส่วนตัวของเค้า

เรื่องแรกคือ นักเตะไอดอล ของเค้าคือ สลาตัน อิบราฮิมโมวิช ซึ่งน่าแปลกที่ไม่ใช่เมสซี หรือ โรนัลโด้ เพราะสไตล์การเล่นของเค้าทุกวันนี้ก็ดูคล้ายคลึงกับไอดอลเค้าจริง

เรื่องสองคือ การดูแลตัวเอง เพราะตั้งแต่อายุสิบหก เด็กคนนี้เริ่มเล่นยิม และยึดแนวทางการทานอาหารของ โรนัลโด้เป็นหลัก ซึ่งดูแล้วโหดจริงๆ

เรื่องสามคือ ได้ลงเล่นชุดใหญ่ตั้งแต่อายุสิบห้าปี กับทีมบรายน์ สโมสรแรกของเค้าในนอร์เวย์

เรื่องสี่คือ ครั้งหนึ่งเคยทำสถิติยิงเกมเดียว ห้าประตู ซึ่งเกมนั้นเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกยูยี่สิบ เมื่อปีที่แล้วระหว่างเกมทีมชาตินอร์เวย์ กับฮอนดูรัส

เรื่องที่ห้าคือ จริงๆแล้วเค้าสามารถเลือกเล่นได้ทั้งอังกฤษและนอร์เวย์ เพราะตัวเค้าเองเกิดที่ลีดส์ สโมสรที่คุณพ่อของเค้า อย่าง ฮาลฟ์ อิงเก้น ฮาแลนด์ เคยค้าแข้งอยู่ แต่สุดท้ายเค้าก็เลือกเล่นให้กับทีมชาตินอร์เวย์

เรื่องที่หก จริงๆ แล้วพ่อแม่ของ ฮาแลนด์ นั้นก็เป็นนักกีฬา จึงไม่น่าแปลกว่าทำไม ฮาแลนด์ ถึงมีความเป็นนักกีฬา ในด้านคุณพ่อคงไม่ต้องบอกเพราะเป็นนักฟุตบอลทีมชาตินอร์เวย์ และอดีตนักเตะลีดส์อยู่แล้ว แต่คุณแม่เป็นนักกีฬาประเภท สัตกรีฑา 

เรื่องที่เจ็ด ฮาแลนด์ เคยทำสถิตโลก เคยกระโดดไกล ของเด็กห้าขวบได้เป็นสถิติโลก แถมสถิตินั้นยังคงมีอยู่ถึงทุกวันนี้

เรื่องที่แปด ความสัมพันธ์ระหว่างเค้ากับโซลชา ซึ่งดีมากๆ ในช่วงตอนที่เป็นผู้จัดการทีมที่โมลด์ อ้าวแต่ทำไม ไม่มาแมนยูหล่ะ

เรื่องที่เก้า ค่าฉีกสัญญาของเค้า กับดอร์ทมุน ถือว่าแพงมหาศาล มีมูลค่าขั้นต่ำถึง เจ็ดสิบห้าล้านยูโร 

เรื่องที่สิบ เค้ามีชื่อในฐานะนักร้องเพลงแรปด้วย เพราะถือว่าเป็นแนวเพลงโปรดของเค้าด้วย ถึงกับมีชื่อย่ออย่าง AKA

เรื่องที่สิบเอ็ด เค้าเป็นดาวรุ่งคนแรกที่ทำลายสถิติในศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก นั่นคือลงเล่นแชมป์เปี้ยนลีก สี่เกมแรกและยิงได้ทุกเกม รวมถึง เป็นนักเตะดาวรุ่งคนแรกที่เล่นแชมป์เปี้ยนลีกปีเดียวแล้วยิงได้เกินสิบประตู อีกทั้งพ่วงด้วยกันยิงเกินสิบประตูในแชมป์เปี้ยนลีกเร็วที่สุดจากการเล่นเพียงเจ็ดนัด ก่อนที่จะย้ายมาสร้างสถิติในบุนเดสลีก้า ลงเล่นสองเกมแรกยิงได้ห้าประตู ซึ่งทั้งห้าประตูนั้น มาจากการที่เค้าลงเล่นเป็นตัวสำรองด้วย โหดจริงๆ

สามทหารเสือมิลาน

สโมสรฟุตบอลทุกทีม มักจะมีนักเตะในตำนานเสมอและนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตำนาน ของสโมสร เอซีมิลาน ยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลอิตาลีในยุคนั้น

ที่พวกเค้าเคยมี สุดยอดสามทหารเสือชาวดัชต์ ร่วมทีมอยู่ด้วย ซึ่งถือว่านั่นคือยุคทองและยุคที่ประสบความสำเร็จของเอซี มิลานอย่างแท้จริง ซึ่งสามทหารเสือนี้ประกอบไปด้วย

มาร์โก แวนบาสเท่น ในตำแหน่งกองหน้า เริ่มเล่นกับอาแจ๊กซ์ ตั้งแต่อายุสิบหก และคว้าตำแหน่งดาวซัลโว สี่ปีติด และรองเท้าทองคำของทวีป กับแชมป์สามสมัยกับอาแจ๊กซ์

แฟร้งค์ ไรกาจด์ ในตำแหน่งกองหลัง เริ่มเล่นกับสโมสรอาแจ๊กซ์ ด้วยวัยแค่ สิบเจ็ดปี และคว้าแชมป์ลีกถึงสามสมัย และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมสองสมัย

รุด กุลลิท ในตำแหน่งกองกลาง ที่เปรียบเสมือนหัวหน้าแกงค์ของสามทหารเสือนี้ เค้าเริ่มเล่นกับสโมสร ฮาเล่ม ด้วยวัยอายุสิบหก ก่อนย้ายมาเฟเยนูรด์ และพีเอสวี และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม สองสมัยของฮอลแลนด์

และความยิ่งใหญ่ของทั้งสาม ในปี 1987 เอซีมิลาน คว้า แวนบาสเท่น กับ รุดกุลิค ต่อด้วยปี 1988 แฟร้งไรกาจด์ ก็ย้ายตามมา และในฤดูกาลนั้นเองที่เหล่าสามทหารเสือได้มารวมตัวกัน พวกเค้าพา ทีมเอซีมิลาน คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพได้เลยทีเดียว ต่อด้วยพวกเค้ายังไปต่อยอดกับทีมชาติฮอลแลนด์ ที่พวกเค้าสามทหารเสือร่วมกันประกาศศักดา พาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติ แม้นัดแรกของการแข่งขันทีมฮอลแลนด์จะแพ้ไป เนื่องด้วยนัดนั้น มาร์โก้ แวนบาสเท่น ไม่ได้ลงสนาม

แต่พอมานัดที่สอง แวนบาสเท่น ก็ได้ลงเป็นตัวจริง และจากนั้น ทีมฮอลแลนด์ก็เครื่องติด คว้าชัยชนะ จนล้างอาถรรพ์ คว้าแชมป์รายการนี้ได้เป็นผลสำเร็จซะที โดยในรอบชิงชนะเลิศ มีลูกยิงระดับโลกที่ยังคงกล่าวขานกันจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ ลูกยิงใบไม้ร่วง ของมารโก้ แวนบาสเท่น ที่ยิงใส่ โซเวียต คู่ปรับเก่าของพวกเค้าในรอบแรกที่เอาชนะฮอลแลนด์มา จึงทำให้ฮอลแลนด์ล้างตาเป็นผลสำเร็จด้วยกการเอาชนะไปได้ สองประตูต่อศูนย์

ซึ่งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ยามใดที่ฮอลแลนด์ ในยุคนั้น มีสามทหารเสืออยู่ในทีม นั่นหมายความว่า ฮอลแลนด์ สามารถเอาชนะชาติอื่นได้ทุกๆชาติ ในยุคนั้น

และในปีนั้นอีกถือว่าเป็นอีกเรื่องที่สุดยอดและยากที่จะเกิดขึ้น เมื่อทั้งสามคนนี้ ถูกรับเลือกให้มีชื่อติดบังลังค์ดอร์ แล้วกวาดรางวัลตั้งแต่อันดับหนึ่งถึงอันดับสามได้เลยทีเดียว โดยปีนั้นคนที่ได้อันดับหนึ่ง คือ แวนบาสเท่น ตามมาด้วย กุลลิท และแฟร้งค์ ไรการด์ ตามลำดับ ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าจะมีนักเตะในทีมเดียวกันปีไหนที่จะทำได้แบบนี้อีก